Blog

5 ข้อควรรู้ ก่อนนวดแผนไทย

นวดแผนไทย ขวัญใจของใครหลาย ๆ คน มีข้อควรรู้อะไรบ้าง มีอันตรายหรือไม่ และใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง

นวดแผนไทย คืออะไร?

นวดแผนไทย คือ การนวดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย โดยจะเน้นในลักษณะการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง การอบ และ ประคบ ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “นวดแผนโบราณ” ซึ่งไม่ใช่เพื่อรักษาความเจ็บปวดเท่านั้น แต่ยังดีต่อสุขภาพ และ สามารถรักษาโรค เพราะการนวดจะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายและจิตใจ โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีศิลปะ

ข้อควรรู้ก่อนจะไปนวดแผนไทย

ทุกวันนี้เวลาเดินไปไหนมาไหนในแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ที่เราพบเจอกันบ่อยพอ ๆ กับ 7-11 ก็เห็นจะเป็นร้านนวดแผนไทย เนื่องจากการนวดไทยนั้นกำลังเป็นที่ฮอตฮิตในทั้งหมู่คนไทย และชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เวลาไหน หรือแม้แต่กำลังทำกิจกรรมอะไร เสียงเรียกให้เข้ารับบริการนวด ก็มักจะทำให้เรารู้สึกเมื่อยล้าขึ้นมาแปลกๆ ด้วยความที่การนวด โดยเฉพาะนวดแผนไทยอันเลื่องชื่อแล้วนั้น ใคร ๆ ก็ว่าดีกันเสียเหลือเกิน ว่ากันว่าสามารถช่วยเรื่องสุขภาพแบบครบครัน แถมยังให้ความผ่อนคลาย สบายเนื้อสบายตัวได้เป็นอย่างดี ผู้คนมากมายจึงแห่เดินเข้าร้านนวดกันว่าเล่น โดยหารู้ไม่ว่าวิธีการบำบัดร่างกายจากความเมื่อยล้า และโรคบางอย่างด้วยการนวดนั้น ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป อย่างกับสำนวนที่ว่า ลางเนื้อชอบลางยา (การรักษาบางอย่างก็เพียงแต่จะเหมาะกับบุคคลบางประเภท ทั้งนี้ก็ต้องดูเป็นกรณีไป ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองการรักษาเดียวกันคนละแบบ) การนวดแผนไทยก็เหมือนกัน แม้ว่าจะมีข้อดีอยู่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย ก่อนเข้ารับการนวด ผู้นวดควรจะต้องศึกษาข้อมูลเรื่องประโยชน์ และโทษให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันอันตราย หรือความเสียหายบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายได้

ข้อ1. เราต้องเข้าใจก่อนว่าการนวดแผนไทยนั้นสามารถที่จะให้โทษแก่ร่างกายเราได้เหมือนกัน ถ้าการนวดนั้นกระทำขึ้นอย่างผิดวิธี อย่างเช่น ผู้นวดไม่มีความชำนาญพอ ตัวเราเองมีโรคประจำตัวบางอย่างที่อาจตอบสนองการนวดออกมาในแบบที่เลวร้าย รุนแรงได้

ข้อเสียของการนวดที่พบบ่อยก็คือ อาการฟกช้ำจากการนวดที่แรงเกินไป อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบ บวมแดง หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อยๆ ขึ้น จะทำให้เกิดพังผืด จนต้องไปผ่าตัดออกกันเลยนะคะ

ข้อ 2. ใครที่มีโรคประจำตัวต่อไปนี้ควรจะต้องงด หรือระมัดระวังให้มากในระหว่างการนวด เพราะการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต หรือการยืดดัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นนั้น อาจทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บได้ โรคที่ว่ามีดังต่อไปนี้ โรคความดันโลหิต, โรคหัวใจ, โรคกระดูกพรุน, โรคเกี่ยวกับระบบประสาท โดยเฉพาะไขสันหลัง, โรคข้อต่อหลวม, โรคหลอดเลือด หรือน้ำเหลืออุดตัน, โรคเบาหวาน เป็นต้น ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าผู้เป็นโรคเหล่านี้ไม่สามารถนวดแผนไทยได้นะคะ เพียงแค่ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อน ว่าสามารถที่จะนวดแผนไทย แบบกดจุด ยืดเส้นได้หรือไม่ เพื่อป้องกันเอาไว้ ไม่ให้เกิดอาการฟกช้ำ ระบบหมุนเวียนเลือดแปรปรวนหรือกระดูกหักค่ะ

ข้อ 3. ผู้ที่มีบาดแผล หรือบาดแผลติดเชื้อ การนวดแผนไทยจะทำให้แผลลุกลาม และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ หมอน ผ้าปู ต่าง ๆ ควรจะเลือกเข้ารับการนวดจากร้านที่มีอนามัยที่ดีนะคะ

ข้อ 4. ข้อนี้อาจจะดูขัดเสียนิดหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลส่วนใหญ่ที่คนไปนวดกันนั้นก็เป็นเพราะว่าต้องการจะผ่อนคลายความปวด เมื่อยล้า แต่สำหรับคนที่มีอาการปวดเมื่อยล้ามากจนเกินไป การนวดดูจะไม่ได้เป็นทางออกที่ดีค่ะ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้หายปวดแล้ว อาจทำให้อาการทรุดหนักไปอีก อาการปวดเมื่อยจนเกินไปที่ว่า มีดังนี้ค่ะ

1) อาการปวดหัวที่เกิดจากไซนัสอักเสบ อาจทำให้การมองเห็นไม่ชัด เกิดภาพซ้อน มีอาการอาเจียนแทรกซ้อน

2) อาการปวดคอที่ร้าวชาไปจนถึงบ่า ไหล่ มีอาการแขนขาไม่มีแรงร่วมด้วย

3) อาการปวดไหล่ หรือแขนขา ที่ไม่สามารถขยับไหล่ หรือแขนขาได้ หัวไหล่ หรือแขนขามีอาการบวมแดง ร้อน ปวดร้าว

4)อาการปวดหลังที่ร้าวเสียวไปจนถึงสะโพก แขนขาชา มีอาการจับไข้หนาวสั่น ทั้งสี่อาการเหล่านี้ ไม่ควรรักษาด้วยการนวดแผนไทยนะคะ ควรไปพบแพทย์ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องแพทย์ทางเลือก (ในกรณีที่ใครชอบแบบออกแนววิถีชาวบ้าน) ดูก่อนค่ะ ว่าควรจะทำการรักษาอย่างไร เพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

ข้อ 5. ข้อสุดท้ายนี้จะเป็นผล และอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากคุณผู้อ่านไม่เชื่อฟังทั้งสี่ข้อข้างบนตามที่บอก สำหรับผู้นวดที่มีปัญหาหลอดเลือดหรือความดันโลหิต การนวดแผนไทยอาจทำให้เกิดอาการหลอดเลือดแตกหรืออักเสบได้ แย่ไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นอีกได้ด้วย นอกจากนั้นการนวดแผนไทยอาจทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ หรืออวัยวะภายในอย่างไส้ติ่ง หรือกระเพาะอาหารได้ หากผู้นวดไม่มีความรู้พอ แล้วทำการนวดอย่างผิดรูปแบบ ซึ่งในกรณีที่แย่ที่สุดอาจทำให้เกิดอัมพาตได้เลยค่ะ

ฟังดูแล้วก็น่ากลัวไม่ใช่เล่นเลยนะคะกับ 5 ข้อที่ยายโสสรรหามาเล่าสู่กันฟัง แต่อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ก็ไม่ได้จะเกิดขึ้นง่าย ๆ หรอกค่ะ หากการนวดแผนไทยนั้นมีผู้นวดที่เรียนจบตามหลักสูตร มีความเชี่ยวชาญในด้านการนวดไทยอย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะวัดได้ยากหน่อย ปกติแล้วเราสามารถขอดูใบรับรองความเชี่ยวชาญกันได้ค่ะ หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยเคยทำ ก็ลองทำดูไม่เสียหายค่ะ นอกจากนั้นเรายังสามารถสังเกตได้จากสถานที่นวดแผนไทย ว่ามีใบรับรองอนุญาตให้ประกอบการหรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าน่าจะมั่นใจเรื่องความเชี่ยวชาญ และอนามัยไปได้ระดับหนึ่งค่ะ สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายของตัวเอง เพื่อที่จะได้ปรนนิบัติร่างกายของเราอย่างถูกต้อง หากใครที่มีความเสี่ยงจากการที่เป็นโรคต่าง ๆ ที่บอกไปข้างบน ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ร่างกายของเราสามารถเอาอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้แค่ ความเมื่อยล้าเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายมาเป็นต้นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมาค่ะ

บทความโดย เกวลิน สิงหาคำ

คำว่า “สวัสดี” มีมาตั้ง 75 ปีแล้ว

ย้อนอดีตคำทักทาย “สวัสดี” เมื่อจอมพล ป. ประกาศใช้คำนี้ครั้งแรก ในวันนี้เมื่อ 75 ปีที่แล้ว

ในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายสำคัญคือ การมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารายประเทศ โดยปลุกระดมให้คนไทยรักชาติ ด้วยการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย “รัฐนิยม” หลายอย่างบางอย่างได้ประกาศออกเป็นกฎหมายในภายหลัง ซึ่งมีหลายอย่างได้กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติในภายหลัง เช่น การรำวง ก๋วยเตี๋ยวผัดไท ทั้งยังเป็นผู้เปลี่ยนชื่อ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” และยังเปลี่ยนเพลงชาติไทย จนมาเป็นเนื้อเพลงที่ใช้อยู่กันถึงปัจจุบันนี้

อีกอย่างที่สำคัญคือ การเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายในโอกาสแรกที่ได้พบกัน โดยมอบให้กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2486

เว็บไซต์วิกิพีเดีย ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า “สวัสดี” คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ “โสตฺถิ” ในภาษาบาลี หรือ “สวัสติ” ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม

“สวัสดี” เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า “สุ” เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า “อสฺติ” เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า “สุ” เป็น “สว” (สฺวะ) ได้โดยเอา “อุ” เป็น “โอ” เอา “โอ” เป็น “สฺว” ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า “อสฺติ” เป็น “สวสฺติ” อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า “ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน) ”

พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า “สวสฺติ” ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น “สวัสดี” ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดี ๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า “good night” ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า “อรุณสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good morning” และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า “ทิวาสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good afternoon” ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า “สายัณห์สวัสดิ์” มาจากคำว่า “good evening” แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า “สวัสดี” มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์

คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้

ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มเสน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามก่อนใช้คำว่าสวัสดีนั้น คำทักทายของคนไทยสมัยก่อนไม่มีรูปแบบคำเฉพาะตายตัว แต่เป็นคำที่มาจากความรู้สึกจากใจ บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น ฉันไหว้จ้ะ มาแต่เช้าเชียวลมอะไรหอบมาล่ะพ่อ ไปไหนมาล่ะ นี่กินข้าวกินปลามาหรือยัง ทั้งนี้การทักทายน่าจะเป็นกิริยาอาการทำความเคารพมากกว่า เช่น การไหว้ เป็นต้น

ขอบคุณ Thaipbs, khaosod.co.th